You are currently viewing MedTech ฝ่าวิกฤตโควิด 19 ด้วย MES “ยืดหยุ่น ปรับตัวเร็ว นำไปสู่การผลิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม”

MedTech ฝ่าวิกฤตโควิด 19 ด้วย MES “ยืดหยุ่น ปรับตัวเร็ว นำไปสู่การผลิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม”

       ไม่น่าแปลกใจเลยที่ระบบ Manufacturing Execution Systems (MES) จะถูกนำมาใช้ในเทคโนโลยีทางการแพทย์ (MedTech) เพราะเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ระบบ MES ถูกนำมาใช้ในการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดที่เข้มงวด ซึ่งต่อมาได้ระบบ MES จึงได้ถูกนำมาใช้ในปรับปรุงประสิทธิภาพที่เกี่ยวข้องกับโรงงานมากขึ้น เพื่อใช้ในการมองภาพรวมในขั้นตอนการปฏิบัติงานและผลผลิต

       ซึ่งในบทความนี้เราจะมาดูกันว่าระบบ MES สามารถปรับปรุงขีดจำกัดของกระบวนการสำหรับผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้อย่างไร ซึ่งนี่เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาสู่ยุค  Industry 4.0 ด้วยเช่นกัน

       อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์การแพทย์ในอดีตเป็นตลาดที่ใหญ่และแข็งแกร่ง สหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดอุปกรณ์การแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกมูลค่า 156 พันล้านดอลลาร์ (40% ของตลาดอุปกรณ์การแพทย์ทั่วโลกในปี 2560) ซึ่งภายในปี 2566 คาดว่าจะเติบโตเป็น 208,000 ล้านดอลลาร์

       เมื่ออุตสาหกรรม MedTech มีการหยุดชะงักของ Supply Chain จากความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อหานวัตกรรมที่ตรงจุดสำหรับการทดสอบและการพัฒนาอุปกรณ์ เพื่อทำให้มั่นใจได้ว่าจะสามารถพัฒนาหา “แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด” ดังนั้น บริษัทต่างๆ จึงต้องรวบรวมทีมเพื่อหากระบวนการ และ Supply Chain ใหม่อย่างรวดเร็ว โดยการใช้ระบบ MES ที่ช่วยให้มั่นใจได้ว่าขั้นตอนจะเป็นไปตามมาตรฐานและสามารถหาวิธีการใหม่ๆ ได้

       เมื่อการนำระบบ MES มาใช้งานเพิ่มขึ้น อุปกรณ์ทางการแพทย์จึงกลายเป็นตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 สำหรับ MES ภายในปี 2570 ตามแนวโน้มของตลาดในอนาคต ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลย เพราะหากคุณมองเห็นได้ชัดเจนว่า MES มีส่วนสำคัญในการผลิตอุปกรณ์การแพทย์ได้อย่างไร ซึ่งสามารถหาคำตอบได้ผ่านบทความนี้ค่ะ 

 

       Productivity

       เพียงแค่เปลี่ยนเป็น Paperless ด้วยการใช้ระบบ MES บริษัทก็สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก ทั้งต้นทุนแรงงาน และวัสดุ ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับมากกว่านั้นก็คือเรื่องของประสิทธิภาพการทำงาน คุณภาพ และการทำงานร่วมกันที่ดีขึ้น ในขณะที่ยังคงปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เข้มงวดไว้ได้ จากแผนภาพของ ARC/Automation World ปี 2018 แสดงให้เห็นว่ามูลค่าสูงสุดที่จะได้รับนั่นก็คือการผลิต ตามมาด้วยการจัดการคุณภาพนั่นเอง

       ยังมีอีกหลายวิธีที่ MES สามารถช่วยในการเพิ่มผลผลิตได้ เช่น การทำงานด้วยระบบอัตโนมัติที่เพิ่มมากขึ้น การเพิ่มประสิทธิภาพของทรัพยากรโดยใช้การกำหนดไว้ล่วงหน้า สถานะที่สามารถการมองเห็นแบบ Real Time  การเปลี่ยนวิธีการดำเนินการในเชิงรุกและการแจ้งเตือนอัตโนมัติ เช่น ระดับสินค้าคงคลัง วันที่หมดอายุ งานบำรุงรักษา หรือการตรวจสอบ KPI ในด้านประสิทธิภาพ เช่น ประสิทธิภาพโดยรวมของอุปกรณ์ – OEE, การวิเคราะห์ข้อมูล ฯลฯ

       โดยเฉพาะในส่วนของ Medtech ที่ในปัจจุบันยังคงมีช่องโหว่บางอย่างของ Supply Chain ทำให้บริษัทต่างๆ หาวิธีการปรับฐานการผลิตเครื่องมือแพทย์ ซึ่งมักจะมาจากประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า จึงทำให้ประสิทธิภาพการผลิตกลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุด 

 

medtech-mes

 

       Quality

       เมื่อบริษัท Medtech ต้องได้รับการตรวจสอบโดย FDA โดยกระบวนการนี้อาจใช้เวลานานและมีราคาสูง จากเคสตัวอย่าง แทนที่ FDA จะเน้นหาบริษัทที่ปฏิบัติตามข้อกำหนด แต่เปลี่ยนโฟกัสไปที่การมองหาผู้ผลิตที่สามารถสร้างความมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์และกระบวนการต่างๆ ถูกสร้างขึ้นอย่างมีคุณภาพ แทนที่จะตรวจสอบในตอนท้ายเพียงอย่างเดียว ซึ่งในกรณีนี้ ระบบ MES  สามารถช่วยให้บริษัทต่างๆ บรรลุเป้าหมายนี้ได้ เพื่อลดปัญหามากมายที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ ช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงในกระบวนการผลิต

       การเปลี่ยนโฟกัสจากการปฏิบัติตามข้อกำหนด มาเป็นคุณภาพของผลิตภัณฑ์โดยที่ยังปฏิบัติตามข้อกำหนดอยู่นั้น ถือเป็นตัวกำหนดพื้นฐานคุณภาพที่สำคัญหลายอย่าง โดยเป็นแนวทางเชิงรุกในการป้องกันปัญหาตั้งแต่แรก ซึ่งการนำวิธีการนี้มาใช้จะทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดต้นทุนลง สร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งขึ้น และลดความเสี่ยงต่อธุรกิจได้ เพราะเนื่องจากการเรียกคืนผลิตภัณฑ์เป็นกระบวนการที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น หากต้องการเรียกคืนอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ ซึ่งอาจเกิดปัญหาเพิ่มเติมที่จะต้องมีการผ่าตัดเพื่อถอดเปลี่ยนให้คนไข้ และอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่และมีค่าใช้จ่ายที่สูงได้ 

        แต่จากการวิจัยของ Axendia พบว่าผู้ปฏิบัติงานในอุตสาหกรรมการแพทย์ 85% มีแนวคิดว่าสิ่งสำคัญของคุณภาพนั้นมาจากการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ซึ่งมีเพียง 10% เท่านั้นที่เห็นว่าการปรับปรุงกระบวนการของผลิตภัณฑ์เป็นสิ่งสำคัญ นั่นหมายความว่ายังเป็นหนทางอีกยาวไกลที่จะเปลี่ยนแปลงระบบ ซึ่งในส่วนนี้ FDA จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงความคิดเหล่านี้ด้วย 

 

       Flexibility

       อีกแง่มุมที่สำคัญของ MES สำหรับ MedTech คือความยืดหยุ่นและทันสมัย ช่วยให้ผู้ผลิตเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็วและเปลี่ยนไปใช้ชุดผลิตภัณฑ์อื่น หรือเพิ่มกำลังการผลิตในสายผลิตภัณฑ์เฉพาะอย่างกะทันหันได้

       Gartner’s “Survey Analysis: The Business Value of Manufacturing Execution Systems” แสดงให้เห็นว่า Streamlining Engineering Change Management Processes เป็นหนึ่งในประโยชน์หลักของ MES โดยผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าผลประโยชน์ในหัวข้อเฉพาะนี้ได้รับภายใน 3 เดือน ( 16%) หรือภายใน 12 เดือน (45%)

       การเร่งเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ไม่ได้เป็นเพียงผลลัพธ์ของการใช้กระบวนการจัดการการเปลี่ยนแปลงภายใน MES เท่านั้น แต่ยังเป็นผลลัพธ์ที่มองเห็นได้ชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดในปัจจุบัน

       ตัวอย่างเช่น Medtronic ได้เพิ่มการผลิตเครื่องช่วยหายใจขึ้น 40% โดยคาดว่าจะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า เมื่อผู้ผลิตรายอื่นๆ ต่างมีการเปลี่ยนมาผลิตสินค้าชนิดใหม่จากโรงงานผลิตเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น SpaceX/Medtronic ที่สร้างชิ้นส่วนเครื่องช่วยหายใจในโรงงานของเทสลา หรือ Dyson โดยได้รับคำสั่งซื้อเครื่องช่วยหายใจถึง 10,000 รายการจากรัฐบาลอังกฤษ

       มีการเร่งรีสตาร์ทโรงงานของ Foxconn ในจีน โดยมีการประกาศเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ว่าส่วนหนึ่งของการผลิตในโรงงานในเซินเจิ้นจะต้องผลิตหน้ากากผ่าตัดได้ 2 ล้านชิ้นต่อวัน และในเดือนเมษายน บริษัทจะเริ่มผลิตหน้ากากในโรงงานผลิตในสหรัฐฯ เมือง Mount Pleasant รัฐวิสคอนซิน

       ในเวลาเดียวกันที่โรงกลั่นและโรงเบียร์หลายแห่งทั่วโลกเริ่มผลิตเจลทำความสะอาดมือจากแอลกอฮอล์เพื่อแก้ปัญหาความขาดแคลนจากความต้องการในปัจจุบัน

       ความสามารถในการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ใหม่ได้อย่างรวดเร็วหรือเร่งการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ MES เพียงอย่างเดียว แต่การใช้ระบบ MES ไม่เพียงแต่สามารถเร่งการผลิตได้เท่านั้น แต่ยังช่วยให้แน่ใจว่ากระบวนการพื้นฐานอยู่ภายใต้การควบคุมและผลิตภัณฑ์มีคุณภาพในระดับที่ต้องการ

 

        Protecting People

       การระบาดครั้งใหญ่นี้ ทำให้ทุกคนเห็นความสำคัญและประโยชน์ของระบบอัตโนมัติได้อย่างชัดเจน แม้มีผู้ปฏิบัติงานหรือบุคลากรอื่นๆ จำนวนน้อยลงในโรงงาน ระบบการดำเนินงานก็ยังสามารถได้รับการบำรุงรักษา โดยไม่กระทบต่อผลผลิตของโรงงานผลิต

       เนื่องจากระบบ MES รองรับการผลิตแบบไม่ต้องกระดาษและระบบอัตโนมัติในระดับที่สูงขึ้น จึงลดภาระให้การดำเนินการเองของบุคคลในการตรวจสอบสายการผลิตในโรงงาน ที่โชคร้ายคือ โรงงานที่ยังใช้แรงงานคนเป็นหลักในช่วงการระบาดของ Covid-19 เช่น โรงงานแปรรูปอาหารของเซาท์ดาโคตามีความจำเป็นต้องปิดโรงงาน เนื่องจากการขาดระบบอัตโนมัติและยังใช้แรงงานเป็นหลักในกระบวนการดำเนินงาน

       ถึงแม้ว่าจะมีความต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์สูง (อย่างน้อยก็บางอย่าง) แต่ก็เป็นเรื่องไม่ง่ายนักสำหรับบริษัท MedTech ที่มีระบบอัตโนมัติต่ำ โดยบริษัทหลายแห่งรายงานว่า จำนวนพนักงานต่อกะที่ลดลงเพื่อรักษาระยะห่างมีผลต่อการเปลี่ยนกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการผลิตภัณฑ์ด้วยเช่นกัน 

       แม้ว่าจะสามารถรับมือกับการระบาดใหญ่ในปัจจุบันได้ แต่ MedTech ก็มีการเติบโตที่แข็งแกร่งในส่วนต่างๆ ด้วย เช่น  ในตลาดของประชากรสูงอายุ นวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพ ซึ่งการขยายตลาดทั่วโลกนี้มีส่วนทำให้ MedTech เติบโตขึ้น ควบคู่ไปกับความเร่งด่วนในการตอบสนองต่อ Covid-19 ทำให้บริษัท MedTech มีแนวคิดใหม่ในการผสมผสานผลิตภัณฑ์ของตนและร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อตอบสนองต่อการแพร่ระบาด ซึ่งระบบ MES ได้เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งในฐานะองค์ประกอบที่สำคัญใน GMP สำหรับบริษัทเหล่านี้ได้ โดยอำนวยความสะดวกในการตั้งค่าใหม่ได้รวดเร็วขึ้น ส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน (ตอนนี้มีพนักงานน้อยลง) และคงไว้ซึ่งกระบวนการและขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติตามข้อกำหนด ซึ่งกล่าวได้ว่า MES เป็นพันธมิตรของ MedTech เพื่อพิชิตศึกสงครามการแพร่ระบาดของ Covid-19 ครั้งนี้ได้อย่างแท้จริง

เรียบเรียงและแปลข้อมูลจาก : https://blog.criticalmanufacturing.com/mes-enables-medtech-to-fight-pandemic-demands/

Leave a Reply